2007/Mar/12

......ก่อนอื่นต้องขอยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ซึ่งจะมาทำหน้าที่เป็นตากล้องคนที่สองของกลุ่ม ซึ่งจะมาช่วยแบ่งเบาภาระในการเก็บภาพเวลาที่ต้นตากล้องมือหนึ่งของเราไม่ว่าง เธอคนนั้นคือน้องนุ้ยนั้นเองครับ

.......ผมรู้จักนุ้ยจากบอร์ดแอนแฟนคลับครับ นุ้ยใจในงานถ่ายรูปผมจึงชวนไปงานคอสเมื่อเสาร์ที่ผ่านมาและเธอจะมาช่วยงานภาพให้กับกลุ่มเราครับ ยังไงผมนายอ๊อฟที่ใครๆเรียกกันว่าประธานกลุ่มขอฝากนุ้ยไว้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆด้วยนะครับ

.................................................

ยังไงอ่านช่วงแรกให้จบก่อนนะครับ

......ถึงสมาชิกกลุ่ม A.B. ทุกท่าน ผมนายอ๊อฟที่ใครๆต่างก็บอกว่าเป็นประธานกลุ่มนั้นได้เข้ามาเขียนเอนทรี่ในบล๊อกส่วนกลางของกลุ่มในครั้งนี้เพียงเพื่อเตือนสติสมาชิกในกลุ่มทุกๆคนว่ายังมีกลุ่มโดจินเล็กๆกลุ่มนี้อยู่ เพราะหลังจากจบตัวงานของน้องฝ้าย iCos และส่วนของคุณเอกสิทธิ์ไปแล้วหนังสือเราก็มีแผนที่จะไปข้อเงินทุนจากหน่อยงานภาคเอกชนต่างๆเพื่อเป็นทุนในการพิมพ์หนังสือเล่มนี้ โดยในช่วงแรกๆนั้นเราได้รับการช่วยเหลือจากคุณแม่น้องฝ้ายเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความไม่พร้อมบวกกับประสบการณ์ยังไม่มีทำให้เราต้องอดเงินก้อนนั้นไปอย่างน่าเสียดาย

......ทำไมผมถึงให้ความสำคัญกับหนังสือพาสต้ามากกว่าการขายโดธรรมดา ผมเชื่อว่าตอนผมชวนหลายๆคนเข้ากลุ่มผมได้พูดไปบ้างแล้ว ผมอยากเห็นหนังสือที่รวบรวมความฝันของคนที่อยากเติมเต็มความฝันครับ ทีแรกผมตั้งใจอย่างนั้นทั้งๆที่ยังไม่มีประสบการณ์อะไรเลยเกี่ยวกับงานโดจินเลยแต่ตอนนั้นผมมีกำลังใจครับ ผมได้กำลังใจจากหนังสือเล่มเล็กๆเล่มนึงซึ่งหลังจากอ่านจบผมก็ได้ให้หนังสือนั้นกับเพื่อนๆน้องๆอีกหลายคนเพราะเชื่อว่ามันน่าจะสร้างกำลังใจและจุดมุ่งหมายในชีวิตให้กับคนเหล่านั้นได้เหมือนกับผม

......ผมผ่านช่วงเวลาในการทำโดมาเพียงแค่ครั้งเดียว ผมรู้ว่าตัวเองไม่พรสวรรค์และยังต้องฝึกฝนอีกมากกว่าจะไปถึงจุดที่ผมหวังไว้ ผมมีความฝันและเชื่อว่าหลายๆคนก็มี หลังจากที่หนังสือเล่มแรกนั้นขายจนหมด โดยตอนนั้นคนในกลุ่มยังมีเพียงแค่4ถึง5คนเท่านั้น พูดกันตามตรงงานที่ออกมาดีกว่าหลายๆกลุ่มที่วางขายในงานนั้น แต่แย่กว่าที่ผมคิดมาก ผมนั่งคิดหลังจากที่งานจบไปนานพอสมควร ไม่ใช่ที่ลายเส้นหรือเนื้อหาในเล่มที่แย่ แต่เป็นความพร้อมในการทำงานต่างหาก ผมหยุดงานไปนานพอควรไปเรียนไปทำงานไปลองรู้จักคนไปลองรู้จักความคิด แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าผมไม่รู้จะทำอะไร ผมสั่งน้องให้ทำงานแต่ก็ไม่รู้จะได้พิมพ์เมื่อไหร่ แต่พยายามบี๊บเด็กๆให้ส่งงานไว้ก่อนเผื่อกรณีฉุกเฉิน จนกระทั้งนายเอ็กซ์สมาชิกคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนสนิทของผมเสนอให้เอาเหล่าคอสเพลย์ลงหนังสือดู พร้อมทั้งตั้งหนังสือหัวใหม่ขึ้นมาเพื่อลงเกี่ยวกับสาระและงานการ์ตูนของคนในกลุ่ม อันที่จริงผมได้มีโอกาสเห็นงานของกลุ่มที่เค้าพร้อมกว่าเรา พวกเค้ามีแนวเป็นของตัวเองจนทำให้ผมทึ่งในผลงานมาก็หลายกลุ่ม สังเกตุว่าเวลาคนที่ถูกผมชวนเข้ากลุ่มหรือเวลาพูดถึงตัวงานผมจะเน้นว่า "เราจะทำออลิจินัล" ให้เป็นงานที่ดีให้ได้ ผมจะบอกอีกว่า "จะตลกก็ได้จะเสียดสีก็ได้จะความรักหรือสงครามก็ได้" แต่ก็ขอให้ทำกันมาเถอะ แต่ผมไม่ชอบสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์กับสังคมเพราะผมมองว่ากลุ่มคนการ์ตูนมักจะถูกมองว่าเป็นคนไม่ได้เรื่อง ไร้สาระ ลามกเป็นภัยกับเยาวชน ผมอยากให้หนังสือพาสต้าเล่มที่พวกเรากำลังทำอยู่นี้สามารถตอกกลับพวกที่พูดแบบนั้นให้รู้ว่า "อย่างน้อยเราก็ยังมีสิ่งที่รักและตั้งใจทำอยู่ อย่างน้อยเราก็สร้างสิ่งดีๆให้คนอ่านได้บ้าง อย่างน้อยเราไม่ปล่อยเวลาให้หายไปเฉยๆ" จนพวกเค้าต้องยอมรับในตัวของเรา

......ผมเป็นคนที่ยึดถือในธรรมเนียมเก่าๆและเคร่งคลัดกับกฏเกณต์จนบ้างครั้งก็ดูเหมือนคนใจแคบ แต่เคยมีผู้ใหญ่คนหนึ่งพูดกับผมเรื่องการเคารพในความคิดของคนอื่น ผมหวังว่าผมจะสามารถทำแบบนั้นได้ แต่ทุกวันนี้ผมยังทำเรื่องนั้นได้ไม่ดีนัก เพราะบางครั้งผมไม่สามารถเข้าใจความคิดของคนหลายๆคนได้ ผมจึงไม่รู้ว่าจะยอมรับยังไงดี ผมบ้าเหตุผลมาก ถ้าเหตุผลฟังแล้วไม่น่าจะดีต่องานผมจะตัดหัวข้อนั้นๆออกทันที ซึ่งคล้ายๆจะเผด็จการ ผมรู้ถึงข้อเสียข้อนี้ของผมดี หลายคนมองว่าผมเป็นประธานกลุ่มทั้งๆที่ความสามารถในเรื่องต่างๆนั้นผมไม่ได้เป็นที่สุด การเอาคนอย่างผมเป็นประธานจึงค่อนข้างจะไม่เป็นผลดีต่อกลุ่มมากนัก อันที่จริงผมอยากได้คนที่มีความสามารถและประสบการณ์รวมไปถึงไหวพริบมาเป็นประธานมากกว่า หลายคนที่ผมชวนเข้ากลุ่มเพราะเห็นแววผู้นำแต่ที่เข้ามาก็มีหลายคนไม่ค่อยกระตือลือล้นกับงานเท่าไหร่ ผมจึงคิดว่าการที่เราจะได้ความคิดดีๆมาใส่ในงานได้นั้นเราต้องมีการประชุมกัน ผมจึงประชุมกับคนในหลุ่มหลายครั้ง

.......และหลายครั้งเรามักไม่ได้ข้อสรุปในการทำงานจากการประชุมเลย หลายครั้งผมไม่สามารถควบคุมอารมณ์และหัวข้อในการทำงานได้และบวกกับสมาชิกของกลุ่มเราอยู่กันคนละที่ ผมได้รับคำแนะนำจากพี่ในกลุ่มให้ทำบล๊อกส่วนกลางซึ่งก็คือบล๊อกนี้นั้นเอง ผมกับเอ็กซ์ใช้วิธีนี้ติดต่อกับหลายๆคนในกลุ่มแต่ก็ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จนัก ผมจึกได้ทราบหลังจากนั้นว่าพวกเราขาดอะไรกัน พวกเราขาดความเป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน พวกเรากำลังขาดความเป็น "ทีม" หรือเพราะผมชวนคนนอกวงการมาเยอะไปรึเปล่า ตอนนี้ผมเหมือนตกอยู่คนเดียวเหมือนคิดคนเดียว ผมพยายามไม่แสดงออกมามากนักเกี่ยวกับเรื่องที่เป็นปัญหาแต่ผมได้ไปอ่านบล๊อกของ "ปัญ" ซึ่งเป็นรุ่นน้องในกลุ่มตั้งแต่สมัยก่อตั้ง ทำให้ผมรู้ว่า "ทีม" อันแสนอ่อนแอนี้กำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ สิ่งที่สร้างมานานนับปีกำลังจะหายไปแล้วแบบนี้ผมควรจะทำยังไงดีครับเพื่อนๆสามชิกกลุ่ม..........

ผมจะขอเรียงรายชื่อของคนในกลุ่มทุกคนที่ทำงานก่อนนะครับ จะได้ไม่ลืมหน้าที่ของแต่ละคนกัน ขอใช้ชื่อเล่นนะครับ ผมพิจรณาจากหน้าที่และใส่ตำแหน่งให้นะครับ

1. อ๊อฟ ผมเองครับ รับหน้าที่จัดการทั่วไป เช่น วาดโด ขอเงิน งานกราฟฟิก เป็นประธานครับ

2. เอ็กซ์ เป็นรองประธาน คอยวางแผนเสนอไอเดีย รวมไปถึงบทความต่างๆในเล่ม

3. ปัญ นักวาดโดฝีมือเยี่ยม ผมกับปัญเป็นคนริเริ่มกลุ่ม A.B. ครับ ตั้งแต่สมัย Imp-อิ๊ม-อิ่ม

4. รัง นักวาดโดฝีมือเยี่ยมอีกคน คอยช่วยงานตัดเส้นและมุกสี่ช่องตอนนี้กำลังเขียนงานโดของตัวเองอยู่

5. วรพจน์(วร) เลขากลุ่ม คอยหาข้อมูล ประชาสัมพันธ์นัดผู้ใหญ่รวมไปถึงเขียนโครงการขอเงิน

6. ต้น ตากล้องฝีมือดีประจำกลุ่ม รับผิดชอบในส่วนของนางแบบในเล่มพาสต้าทุกคน(ซึ่งตอนนี้มีคนเดียวคือน้องฝ้าย)

7. สามภพ(ภพ) ช่างฝีมือสารพัดนึก(จะกินอะไรก็กิน)ประจำกลุ่ม คอยช่วยเหลืองานทั่วไปเช่น ไอเดีย งานสกรีน งานตัดพวงกุญแจ อีกทั้งมีความรู้ทางด้านกฏหมายอีก

8. เพ่อ๋อง ที่ปรึกษาควบตำแหน่งนักวาดโด แม้พี่เค้าจะไม่ว่างแต่เรื่องขอเงินพี่เค้าก็ช่วยออกไอเดียเยอะทีเดียว

9. ก๊อฟ ครีเอทีฟสีแรงอีกคนที่ รับหน้าที่ช่วยผมออกแบบตัวหนังสือ+ปก รวมไปถึงโลโก้ต่างๆในเล่ม

10.พี่เอม รับหน้าที่ตรวจทานอักษรการใช้ภาษาของทั้งการ์ตูนและบทความ ซึ่งตอนนี้พี่เค้าไม่ว่างเพราะติดภาระเรื่องการเรียนอยู่

11. นุ้ย น้องใหม่ไฟแรง รับอาสามาช่วยงานถ่ายภาพเวลาที่ต้นไม่สะดวก (ถ้าเข้ามาอ่านอย่าเพิ่งตกใจนะว่ากลุ่มจะไม่รอด เหอๆ รอดแน่แต่ขอปรับความเข้าใจกันหน่อย)

ทั้งชื่อและตำแหน่งที่ใส่ไปผมเห็นตามสมควรกับหน้าที่จึงได้ใส่ไปตามนั้น อาจมีหลายคนที่ผมเคยบอกว่าอยู่กลุ่มเราแต่ไม่มีชื่อ เพราะผมไม่สามารถติดต่อเค้าเหล่านั้นได้ จึงจำต้องตัดออกไปก่อน ถ้าเกิดเค้าอยากทำเราค่อยมาว่าอีกที

......นิดนึงคือในวันเสาคร์ที่ 17 มีนาคม ที่กำลังจะถึงนี้พี่สาวของ นายเอ็กซ์รองประธานของพวกเราจะแต่งงาน ใครมาร่วมยินดีได้ก็มากันนะครับ โทรมานัดผมก่อนก็ได้ถ้ามาไม่ถูก

.................................................

จากพี่อ๊อฟถึงน้องปัญและน้องรัง(แบบตรงๆ)

......พี่อ่านบล๊อกเราแล้วพี่พอจะรู้ว่าเรากำลังพูดถึงพี่ พอจะเข้าใจความรู้สึกเรา บางครั้งพี่ก็หนักกับเราไปหน่อยโดยเฉพาะปัญ นั้นเพราะพี่ลืมว่าเราเป็นคนค่อนข้างจะขี้คิดมากอยู่ พี่ยอมรับว่าพี่บี๊บเรามากเกินไป แต่พี่เห็นว่าเราน่ะโตพอที่จะเริ่มรู้จักการบี๊บจากคนอื่นได้แล้ว บางครั้งพี่สั่งงานเราไปก็ไม่ได้หวังผลอะไรกลับมามากนักเพียงแค่อยากให้เราสามารถทำงานตามออเดอร์ของคนอื่นได้บ้างก็เท่านั้น พี่คิดว่านั้นเป็นการฝึก เรามักบ่นเสมอว่าว่างพี่ก็ไม่รู้ว่าจะให้เราแก้ปัญหายังไงเราบอกพี่ว่ารูปก็วาดทุกวันจนไม่มีอะไรจะทำแล้ว พี่ก็คิดว่าถ้างั้นมึงเอางานกรูไปทำดิ ซึ่งบอกกันตรงๆพี่ก็เผื่อไว้ว่าเราคงไม่สามารถทำงานทั้งหมดให้เสร็จได้หรอก พี่จำได้ว่าสั่งงานเราไปเยอะมาก แต่พี่ก็ยังไม่เห็นงานเรากลับมาสักชิ้นเลย ตรงนี้พี่ไม่คิดติดใจอะไรมากนักงานไหนพี่จำได้ก็จะทวง งานไหนคิดลืมก็ลืมไป เพราะทุกครั้งที่พี่สั่งงานเราพี่ไม่เคยจดไว้เลยด้วยซ้ำว่าสั่งอะไรไปบ้าง พี่ขอพูดตรงนี้ที่เราบอกพี่ว่างานพี่ไม่เสร็จ พี่ไม่เถียง พี่ทำไปได้แค่ 70%ของทั้งหมด (ไม่ใช่แค่งานโดแต่รวมไปถึงส่วนอื่นๆในหนังสือด้วย) ระหว่างทำพี่เห็นข้อบกพร่องในการทำงานเป็นอย่างมาก นั้นเพราะฝีมือพี่ไม่ถึงขั้น หลายครั้งจึงต้องหยุดต้องแก้ อีกอย่างพี่น่ะต้องทำงานนะ จะหาว่าพี่อ้างก็ได้แต่คนที่ไม่มีพ่ออย่างพี่จำเป็นต้องทำงานอื่นไปด้วยเรียนไปด้วย บางครั้งพี่ท้อนะ พี่เหนื่อยมากกับชีวิตประจำวัน บางครั้งพี่ต้องการเวลาพักผ่อน พี่พยายามทำตัวสบายๆเวลาคุยกับพวกเราแต่บางครั้งมันไม่ไหวมันเหนื่อยว่ะ ไม่รู้จะพูดยังไง ไม่รู้จะบอกยังไงว่ามันล้าไปทั้งตัว อยากจะหยุดว่ะมันลำบากว่ะการที่จะต้องตีหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเวลาคุยกับแม่คุยกับเพื่อน ต้องทำเหมือนเราเข้าใจเหตุผลต่างๆที่ต้องทำแบบนี้ฝืนยิ้มทั้งๆที่ในใจมันไม่ไหวแล้ว อยากหยุด อยากร้องไห้

......พี่ไม่ได้บอกว่าเราสองคนต้องทำตามพี่นะ เราต้องรักพี่นะ ต้องอยู่กับพี่ต่อไปเรื่อยๆนะ รู้ไหมว่าพี่เคยคุยกับเอ็กซ์ไว้นานแล้วเรื่องที่พวกเราไม่เข้าใจการทำงานในหนังสือพาสต้า พี่รู้ว่าเรางานเรามาดองไว้นานมันย่อมสร้างความไม่พอใจไปบ้างไม่มากก็น้อย ถ้าจะเอางานคืนหรือจะพิมพ์ก่อนพี่คงจะว่าเราไม่ได้แล้วล่ะ แต่พี่ขอบอกไว้ตรงนี้ว่าทางกลุ่มเรานั้นมีปัญหาเรื่องเงินอย่างยิ่ง เงินสำหรับกลุ่มเรานั้นเป็นปัญหาใหญ่มาก เรามีเงินก้นถุงพี่นับแล้วเมื่อวานแค่ 1700 กว่าๆ จากเงินในครั้งก่อนทั้งหมด ไม่ได้หักต้นทุนกำไร เรามีทั้งเนื้อทั้งตัวแค่นี้ พี่อ๋องบอกให้ขอเงิน ซึ่งวรก็ติดต่อไปหลายที่แล้วก็ชวดทุกที่ พี่ก็ไม่รู้จะทำยังไง คุยกับทางร้านที่พิมพ์เค้าบอกว่าจะช่วยกดราคาให้ซึ่งอยู่ที่ราวๆ 15000 อาจบวกลบไม่เกิน 2000 บาท ทีแรกว่าจะให้เงินส่วนตัวช่วยแต่ว่าตอนนี้พี่พูดตรงๆว่าในธนาคารของพี่เหลือแค่หมื่นสี่พัน พี่พูดแบบเห็นแก่ตัวนะพี่ต้องกินว่ะ พี่ต้องเที่ยว ต้องเรียน ต้องใช้เงินอันน้อยนิดนี้เพื่อตัวพี่เองพี่จึงไม่สามารถนำไปใช้ในส่วนนี้ได้ เพราะยังงั้นพี่จึงต้องหยุดงานหนังสือไว้ก่อนจนกว่าเราจะมีเงินมาพิมพ์หนังสือซึ่งไม่รู้ว่าจะเมื่อไหร่ หนังสือพาสต้าไม่ใช้เรื่องหมูๆเหมือนอิ๊ม-อิ่ม มันมีขั้นตอนซับซ้อน และยากกว่าที่พี่และคนในกลุ่มคนอื่นๆคิดมากนะ

......ที่เราบอกว่าพี่ไปติดคนอื่นนั้น พี่เดาว่าคงจะเป็นน้องฝ้ายเพราะคนอื่นๆอย่างนิ่งหน่องหรือเมย์นั้นพี่ไม่ได้ติดอะไรพวกเค้ามากอยู่แล้ว ถ้าจะเป็นคนอื่นที่ไปงานอย่างเอ็กซ์หรือวรพี่ก็ถือว่าทุกคนเป็นคนในกลุ่มเราทั้งนั้นที่ไปตามงานด้วย ถ้าเราน้อยใจเพราะคนในกลุ่มด้วยกันพี่ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงดีแล้ว เพราะพวกเค้าเหล่านั้นต่างช่วยงานหนังสือเราไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าเราสองคนเลย พี่จึงไม่อยากให้เห็นว่าติดเพื่อนเก่าหรือได้ใหม่ลืมเก่า แต่ให้คิดว่าเราทุกคนเป็นคนในบ้านเดียวกัน พี่อาจผิดที่ไม่ได้ไปใส่ใจเราทั้งคู่มากเหมือนสมัยก่อน แต่พี่จะผิดมากกว่าถ้าพี่สนใจแต่เราสองคนจนคนที่มาใหม่ถูกลืม รู้ไหมคนมาใหม่ต้องการความวางใจบางครั้งคนที่เป็นคนกลางอย่างพี่ก็ลำบากใจเหมือนกัน ครั้งต่อไปพี่คงต้องขอความร่วมมือให้เราเข้าใจและช่วยพี่ในเรื่องนี้ด้วย ส่วนการที่พี่ต้องไปติดกับน้องฝ้ายนั้นพี่มีเหตุผลนะครับ นั้นเพราะคุณแม่น้องฝ้ายท่านให้ความช่วยเหลือเราเป็นอย่างมาก ทั้งให้ยืมตัวลูกสาว ทั้งเงิน ทั้งคำปรึกษา รวมไปถึงคุณพ่อน้องฝ้ายด้วยที่คอยรับส่งและไม่ว่าอะไรที่หนังสือเราออกช้า รังเคยไปบ้านน้องฝ้ายกับพี่มาแล้วน่าจะเห็นคุณแม่ว่าท่านเป็นกันเองกับพวกเราแค่ไหน ที่พี่ต้องไปติดอาจมองว่าประจบคุณแม่แต่พี่ต้องทำเพราะอยากจะตอบแทนอะไรเค้ามั้ง วันที่ถ่ายแบบน้องเค้าเดินจนขาเลือดออกโดยที่ไม่บ่นสักคำ พี่ไม่รู้จะพูดยังไงดีเพราะน้องเค้าเป็นคนอื่นแท้ๆพี่เลยอยากให้อะไรน้องเค้าคืนบ้าง ไม่ได้บอกว่าพวกเราไม่ช่วยพวกพี่แต่พี่ก็เห็นว่าพวกเรานั้นก็มีกลุ่มเพื่อนในงานอยู่ บอกตรงๆว่าพี่ไม่สามารถคุยในหัวข้อที่เราคุยกันในงานได้ เช่นเดียวกับเราไม่รู้เรื่องที่พวกพี่คุย นั้นเพราะเรามีความต่างในสังคมอยู่ พี่จึงคิดว่าการที่เราไปงานเดียวกันนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเดินติดกันตลอดพี่จำได้ว่าแต่ก่อนพี่ก็แยกไปแบบนี้เหมือนกัน แต่อาจจะน้อย อาจพอดีกับที่พี่ต้องเก็บข้อมูลบวกกับต้องทำหน้าด้านเพื่อจะทำส่วนของ iCos ด้วย จึงทำให้ไม่ได้อยู่กับพวกเรามากนัก เราว่าแต่พี่ว่าติดคนอื่นเวลาเราเจอคนอื่นเราก็ลืมพี่เหมือนกัน(หมายถึงปัญ) พี่ก็เห็นว่าคุยกันพี่มีคนรู้จักพี่มีกล้องพี่อยากถ่ายรูป จะว่าทิ้งก็ไม่ผิดนักแต่เราไปหาความสุขในงานไม่ใช่เรอะ เพราะฉะนั้นมันต้องมีช่วงที่ต่างคนอยากมีความสุขคนเดียวเหมือนกัน และมันมักจะมาไม่ตรงกันเราจึงคลาดกันในที่สุด

......พี่มานั่งพิมพ์ยาวพ่อสิ้นเช่นนี้ก็หวังว่าเราจะเข้าใจนะว่าพี่คิดอะไรอยู่ เจอในเอ็มใช่ว่าพี่จะไม่ทัก พี่เป็นคนจำแม่นนะว่าทักใครบ่อยไม่บ่อย พี่มาไม่ทักเราช่วงใกล้สอบกับสองสามครั้งหลังที่เจอกันเท่านั้น เราคิดมากไปเองรึเปล่าที่ว่าพี่ไม่ทัก อย่างที่บอกพี่ต้องเข้ามาในเน๊ตเพื่อจะหางานหาภาพให้ลูกค้าบ้าง เพื่อนฝูงบ้าง บางครั้งเราชวนเล่นโน่นเล่นนี้พี่ก็ทำไม่ได้เพราะพี่มีเงินจำกัด มีเวลาจำกัด พี่รู้ว่าดูเย็นชา แต่พี่ก็จำเป็นต้องรีบเร่งในบางครั้ง พี่แทบไม่ได้คุยกับใครเลยเวลาออนเอ็ม จะคุยก็ทักทายนิดหน่อยคนที่คุยหนักหน่อยคงจะเป็นไอ้วร ซึ่งมันเป็นคนชวนบอกตรงๆนะถ้า ถึงไอ้วรถ้ามันเข้ามาอ่านบางครั้งกรูทำงานนะกวนมากมันก็เคืองๆ เข้าเรื่องต่อ ไม่ได้ลืมแต่นี่คือความจริงเรื่องความต่าง พี่สอนเราเสมอว่าคนเรามีความต่างอย่าหวังว่าจะมีคนเข้าใจเราถ้าไม่รู้จักเปิดใจและปรับตัว พี่ในตอนนี้เป็นผู้ใหญ่มากกว่าที่เราจะตามทัน พี่โตเกินกว่าที่เราจะรับรู้ ความคิด ความอ่าน มุมมองต่างๆในตัวพี่ และพี่จะแตกต่างไปจากสมัยก่อน พี่เปลี่ยนไปแล้วเหมือนกับสิ่งของเหมือนกับเวลา เราเองก็เปลี่ยน เราเองก็ไม่เหมือนแต่ก่อน เราทั้งสองคนก็โตขึ้น พี่รู้จักกับพวกเรามาตั้งแต่พี่ยังไม่รู้จักความลำบาก จนถึงตอนนี้พี่ต้องเลือกหลายๆสิ่งทั้งๆที่ไม่อยากเลือกเลยสักอย่าง เวลาจะเลือกอะไรมันลำบากใจรู้ไหม พี่ไม่รู้นะว่าเราจะเข้าใจพี่รึเปล่า พี่พูดตรงๆนะว่าเราทั้งคู่น่ะอย่าเก็บตัวในโลกแคบๆนะหาเพื่อนบ้าง ออกมาเดินเล่นหน้าบ้านก็ยังดี ปลูกต้นไม้ก็ได้ ไม่งั้นเราจะไม่รู้จักอะไรเลย ไม่รู้เลยว่าโลกว่าคนไปถึงไหน พี่เป็นคนพูดหมาๆแบบนี้แหละและข้อความยาวๆอันนี้หวังว่าคงจะทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น พี่ดูหนังจีนเรื่องนึงเค้าบอกว่า "การที่จะเลือกเป็นขุนนางที่ดีพร้อม กับเป็นคนที่ดีพร้อมนั้น เราต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเลือกเป็นขุนนางที่ดีพร้อมไว้ก่อน ส่วนเรื่องที่จะเป็นคนที่ดีพร้อมหรือไม่นั้นก็คงต้องขอให้คนรอบข้างเข้าใจ" พี่จึงขอพูซ้ำอีกครั้งว่าขอให้เราทั้งสองเข้าใจพี่ด้วย เพราะพี่เองก็เริ่มจะสั่นๆกับหลายๆเรื่องในชีวิตแล้วเหมือนกัน

......ที่จริงมีอีกหลายเรื่องที่อยากจะถามเราไว้ตรงนี้ เรื่องที่พี่ไม่เข้าใจพวกเรา พี่เป็นคนเข้าใจอะไรอ้อมๆยากถ้ามาตรงๆพี่จะสามารถเข้าใจและแก้ไขได้ง่ายกว่า เพราะฉะนั้นในบางครั้งพี่ไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงต้องมองว่าคนอื่นแย่หรือไม่สามารถเข้ากับคนได้ นั้นเพราะอะไร สำหรับพี่พี่ให้คำตอบกับมันได้ แต่สำหรับเรา(ปัญ)บางครั้งพี่ไม่รู้จะให้คำอธิบายยังไงเราถึงจะยอมรับคนเหล่านั้น บางครั้งพี่เห